เอ็น.ซี.ชวนลูกค้ารับลมหนาวพร้อมทั้งโครงการคอนโดฯ หรูใจกลางเมืองเชียงใหม่ พร้อมด้วยกิจกรรมดีๆ ตลอดงาน

Print

เอ็น.ซี.จัดงานสุดเอ็กซ์คลูซีพ ชวนลูกค้ามาสัมผัสลมหนาวพร้อมกับชมห้องตัวอย่างในส่วนโครงการ  ดิอามองต์ คอนโดมิเนียม คอนโดฯ หรูใจกลางเมืองเชียงใหม่
นายสมนึก ตันฑเทอดธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการ “ดิอามองต์ คอนโดมิเนียม” จัดงาน “ดิอามองต์ วีไอพี เอ็กซ์คลูซีพ ปาร์ตี้” ในเวลาเดียวกันเปิดชมห้องตัวอย่าง สัมผัสบรรยากาศลมหนาวท่ามกลางวิวดอย กับกิจกรรมดีๆ ตลอดงาน เป็นต้นว่า เพนต์ร่มผ้าแพร หมอดูไพ่ยิปซีความรัก ฯลฯ วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2557 จองห้องในเวลาเดียวกันรับโปรโมชันพิเศษ การันตีค่าเช่า 6% ผลตอบแทน 1 ปี พร้อมกับชมมินิคอนเสริต์ “อุ่นเพลงรัก รับลมหนาว” สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “เอ๊ะ-จิรากร สมพิทักษ์”

โครงการ ดิอามองต์ คอนโดมิเนียม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ คอนโดมิเนียมหรู 5 ชั้น ที่รักษาเอกลักษณ์ พร้อมทั้งมนต์เสน่ห์แห่งความสวยงามพร้อมด้วยประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ การผสมผสานลงตัวระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิตเมือง Urban Citylife ทั้งยังส่งเสริมทัศนียภาพ ทิวทัศน์ของเมืองเชียงใหม่ nature scape ของดอยสุเทพ พร้อมทั้งทิวดอยสะเก็ด สร้างสรรค์นวัตกรรมที่อยู่อาศัยห้องชุด ที่มีพื้นที่สีเขียว พื้นที่ส่วนสันทนาการ ห้องออกกำลังกาย Cuisine Zone พร้อมกับพื้นที่ส่วนกลางจำนวนมาก ให้คุณใช้ชีวิตกลางใจเมือง บรรเทากังวลโดยผู้อยู่อาศัยด้วยการก่อสร้างตามมาตรฐาน พ.ร.บ.ควบคุมอาคารปี 2522 พร้อมด้วยกฎกระทรวงปี 2550 สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยบนทำเลศักยภาพ ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ใกล้สามแยกแม่โจ้ บนพื้นที่ 4 ไร่ 3 อาคาร จำนวน 227 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 530 ล้านบาท ห้องพัก 2 แบบ Type 1 Bedroom 30.06-35.87 ตารางเมตร พร้อมกับ Type 2 Bedroom 45.09-53.60 ตารางเมตร มีการจัดวางห้องพักให้ประโยชน์คุ้มค่าทุกตารางเมตร สามารถเห็นวิวดอยสุเทพ ประมาณวิวสระว่ายน้ำภายนอกจากห้องรับแขก พร้อมทั้งห้องนอน พร้อมด้วย Fully Furnished เฟอร์นิเจอร์แต่งครบ พร้อมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าหลักในห้องพักหรู

ดิอามองต์ คอนโดมิเนียม ให้คุณได้พบ “ความสุขที่ชีวิตมีครบ” กับสังคมที่น่าอยู่ทั้ง 3 อาคาร แต่ละอาคารสูงเพียง 5 ชั้น ด้วยเพื่อนบ้าน Happy Neighbor 77 ยูนิต่ออาคาร รองรับความสุขสบายด้วยลิฟต์โดยสารถึง 2 ตัว กล้องวงจรปิด กับระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง สะดวกสบาย รายล้อมด้วยมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า อย่างเช่น เซ็นทรัล เฟสติวัล เมญ่า โลตัส คำเที่ยง พร้อมทั้งบิ๊กซี เพียง 20 นาที ถึงสนามบินเชียงใหม่ กับ 15 นาทีสู่คูเมือง พร้อมกับถนนนิมมานเหมินทร์

โครงการ ดิอามองต์ คอนโดมิเนียม คอนโดมิเนียมหรู 5 ชั้น บนทำเลศักยภาพ ขณะเดียวกันสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ราคาเริ่มต้นที่ 1.79 ล้านบาท ครบถ้วนชมห้องตัวอย่างทำเลสวย สิทธิพิเศษซื้อคอนโดฯ ฟรีเฟอร์นิเจอร์ พร้อมด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า

กรมทางหลวงเสนอ 3 รูปแบบลงทุน 5 เส้นทางพิเศษ

กรมทางหลวงชง 3 รูปแบบเร่งผุดมอเตอร์เวย์

กรมทางหลวงเสนอคลัง 3 รูปแบบลงทุน 5 เส้นทางพิเศษ เลือกรูปแบบที่เหมาะสม ขณะเดียวกันทางด่วน 3 โครงการโดยการทางพิเศษฯ หลังหารือปัญหาลงทุนไม่ซ้ำซ้อนจากนั้น คมนาคมคาดหวังนำเสนอโครงการก่อนนำเข้าครม.อนุมัติดำเนินการต้นปี 58 alt ด้าน “ประจิน” จี้กทพ.เร่งหารือม.เกษตรฯเดินหน้าเส้นทาง N1 N2 N3 เน้นย้ำเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สนองนโยบายโลจิสติกส์ของรัฐบาล จับตาบีอีซีแอลกวาดเรียบ 3 ทางด่วน

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายในเดือนธันวาคมนี้พร้อมทั้งในช่วงต้นปี 2558 กรมทางหลวง (ทล.)พร้อมนำเสนอโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์) 3 เส้นทางให้กระทรวงคมนาคมนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติดำเนินการ ประกอบไปด้วย เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา, พัทยา-มาบตาพุด และ บางใหญ่-กาญจนบุรี ส่วนอีก 2 เส้นทางพิเศษ เป็น เส้นทางรังสิต-วงแหวนรอบนอกด้านตะวันออก(เส้นทางเดียวกับถนนรังสิต-นครนายก) พร้อมทั้งเส้นทางรังสิต-บางปะอิน(ต่อเนื่องกับโทลล์เวย์) จะเป็นโครงการทางยกระดับแต่จัดเก็บค่าผ่านทางเช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์

ขณะที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มี 3 รูปแบบลงทุน 5 เส้นทางพิเศษ เช่น โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N1 N2 N3 โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร(กทม.)ด้านตะวันตก พร้อมทั้ง โครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

“นี่คือ 5 โครงการหลักที่จะเห็นชัดในปี 2558 โดย 2 โครงการที่ทล.พร้อมด้วยนำเสนอกระทรวงคมนาคมด้วยนำเข้าครม.อนุมัติเปิดประมูลตัวอย่างเช่น เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมาพร้อมด้วยบางใหญ่-กาญจนบุรี ภายในเดือนธันวาคมนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า ส่วนของกทพ.จะเกิดขึ้นคือเส้นทาง N1 N2 N3 ดังที่มีความจำเป็นพร้อมกับเชื่อมโยงกับเส้นทางบางใหญ่-บางปะอิน-นครราชสีมาพร้อมกับบางใหญ่-กาญจนบุรีด้วยขนส่งสินค้าพร้อมกับผู้โดยสารป้อนสู่ท่าเรือแหลมฉบังตามยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล ซึ่งในเบื้องต้นจะเสนอช่วง N2 พร้อมกับ N3 ให้ดำเนินการไปก่อนโดยพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบหมายให้กทพ.ไปหารือกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยหาแนวทางให้สามารถพัฒนาโครงการซึ่งเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลต่อไป”

เนื่องด้วยภารกิจที่อาจจะดูเหมือนว่ามีความซ้ำซ้อนกันในการดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์)ของทล.พร้อมทั้งทางด่วนเส้นทางต่างๆของกทพ.นั้น ในการประชุมร่วมระหว่างกรมทางหลวง(ทล.) กทพ. พร้อมทั้งสำนักงานนโยบายพร้อมกับแผนการขนส่งพร้อมกับจราจร(สนข.) เพื่อให้วางโครงข่ายทางหลวง ทางหลวงพิเศษนั้นได้ข้อสรุปแล้วว่าไม่มีความซ้ำซ้อนในการดำเนินโครงการ โดยทล.มีระเบียบกฎหมายสามารถดำเนินโครงการต่างๆได้ทั่วประเทศ ส่วนอำนาจหน้าที่ของกทพ.ตามกฎหมายฉบับใหม่ปี 2550 ก็ระบุชัดเจนว่าสามารถดำเนินโครงการได้ทั่วประเทศด้วยเช่นกัน จากเดิมมติครม.ปี 2543 กำหนดว่ากทพ.มีขอบข่ายเฉพาะพื้นที่เขตวงแหวนรอบนอก กทม. หลังจากนั้นหากเชื่อมระหว่างเมืองเป็นส่วนที่ทล.ต้องรับผิดชอบ

ด้านนายชูศักดิ์ เกวี อธิบดี ทล. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นว่า กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจกับสังคมแห่งชาติ(สศช.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ฯลฯ เพราะเสนอความเห็นชอบรูปแบบการลงทุนตามที่กรมทางหลวงนำเสนอใน 3 รูปแบบคือ

1.กระทรวงการคลังกู้เงินภายในประเทศ

2.เชิญชวนให้เอกชนร่วมลงทุนตามรูปแบบพีพีพี

3.ให้เอกชนสัมปทานระยะเวลา 30 ปี ก่อนที่จะสรุปเสนอกระทรวงคมนาคมให้ครม.อนุมัติดำเนินการในรูปแบบที่เหมาะสมโดยเร็วต่อไป

“เพราะว่า 2 เส้นทางมีความพร้อมดำเนินการแล้วคือ อ.บางใหญ่-กาญจนบุรีพร้อมทั้งบางปะอิน-นครราชสีมา ขอเพียงครม.อนุมัติเท่านั้น ขณะนี้ผ่านการออกแบบรายละเอียด ผ่านการรับรองผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) จากนั้น ทุกวันนี้อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการเวนคืนจากงบประมาณปี 2558 ในส่วนรูปแบบการลงทุนเส้นทางพัทยา-มาบตาพุดนั้นได้เสนอลงทุนจากการใช้งบของมอเตอร์เวย์สาย 7 กับสาย 9 ที่มีอยู่ปัจจุบันทยอยการลงทุนไม่ขาดสายกันไป”

แหล่งข่าวระดับสูงจากกทพ.กล่าวว่า ทางด่วนทั้งหมดกทพ.ออกแบบแล้วเสร็จ มีเพียงเส้นทางอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต แต่ที่อยู่ระหว่างรอการรับรองผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) กับดำเนินการตามพ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดินในแนวเส้นทาง

“ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้นกทพ.อธิบาย 2 แนวทางหมายความว่า พร้อมกู้เงินมาลงทุนเองทั้งหมด เพราะว่าจะทยอยสม่ำเสมอกันไประยะ 3 ปี พร้อมกับเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุนแบบพีพีพี ซึ่งกรณีนี้ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด(บีอีซีแอล) ได้ร่วมลงทุนซึ่งกำหนดเปิดให้บริการในปลายปี 2558 หรือไม่ก็ต้นปี 2559 นี้ ด้วยเหตุนั้นคงต้องจับตาว่า 3 รูปแบบลงทุน 5 เส้นทางพิเศษ ที่กทพ.นำเสนอนั้น บีอีซีแอลจะชนะประมูลได้ทั้ง 3 โครงการเลยหรือไม่

ผู้ประกอบการ เตรียมรับมือลงทุนก่อนกฎหมายจะมีผล ‘ภาษีที่ดินใหม่’ ไม่มีผลกับตลาดอสังหาฯ

'ภาษีที่ดินใหม่'ไม่กระทบตลาดอสังหาฯ

รายการ Ringside สังเวียนหุ้น ทางสถานีโทรทัศน์ NOW26 ตอน “แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์” จับสัญญาณเตือน ภาษีที่ดินใหม่ จากผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า หากพิจารณาความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ปี 2556 จะค่อนข้างอ่อนไหวนับตั้งแต่ภาวะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ไปจากมาตรการรถคันแรกของรัฐบาลที่ผ่านมา พร้อมกับความผันผวนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะกอดเงินสดไว้ แทนที่จะนำไปลงทุนในภาคอสังหาฯ เหมือนที่ผ่านมา

ครึ่งปีหลังอสังหาฯฟื้น

ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. กล่าวต่อว่า หลังจากสถานการณ์การเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น (หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง) ก็ช่วยมีผลให้ทิศทางตลาดอสังหาฯดีขึ้นอย่างชัดเจน ดูได้เนื่องจากผลสำรวจความเลื่อมใสของผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ในการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56-57 จากช่วงไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ระดับ 43.7 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น

คาดปี 58 ราคาที่ดินพุ่ง

นายสัมมา กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปี 2556 ผู้ประกอบการเริ่มขึ้นโครงการตามเขตหัวเมืองใหญ่มากขึ้น เพราะว่ารองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ส่งผลให้ราคาที่ดินปรับขึ้นเป็นเท่าตัว จวบจนช่วงปลายปี 2556 ที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว พร้อมทั้งมีการส่งสัญญาณเตือนว่าอาจเกิดวิกฤติฟองสบู่ได้ มีผลกระทบให้ราคาที่ดินตามเขตหัวเมืองเริ่มชะลอการปรับขึ้น

“เชื่อว่าราคาที่ดินในปี 2558 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตหัวเมืองสำคัญที่มีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจะปรับขึ้นประมาณ 10% ขณะที่บางพื้นที่ที่มีข่าวแผ่นดินไหวก่อนหน้านี้อย่าง จ.เชียงราย ก็ไม่มีผลกระทบทำให้ราคาที่ดินลดลง อย่างเดียวจะอยู่ในระดับคงที่แทน”

ภาษีที่ดินไม่กระทบ

นายสัมมา กล่าวอีกด้วยว่า ภาษีที่ดินใหม่ พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างที่รัฐบาลกำลังปรับปรุงพร้อมกับเตรียมเสนอเป็นกฎหมายนั้น ไม่น่าเป็นอุปสรรคแก่การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินไว้ก็จำต้องเร่งลงทุนก่อนกฎหมายจะมีผล ซึ่งยังมีเวลาในการปรับตัว อย่างน้อยก็น่าจะเป็นปี 2559 หรือ 2560 พร้อมกับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นก็ไม่น่าจะเป็นข้ออ้างในการปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยด้วย เนื่องมาจากราคาที่อยู่อาศัยจะปรับขึ้นตามต้นทุน ค่าแรง พร้อมด้วยราคาที่ดินในแต่ละปีอยู่แล้ว

“หากจะมีการประกาศเก็บ ภาษีที่ดินใหม่ จริงๆ ก็เชื่อว่ากว่าที่กระบวนการทุกอย่างจะแล้วเสร็จ พร้อมด้วยเริ่มจัดเก็บได้จริง น่าจะอยู่ในเวลาเวลาประมาณปี 2559-2560 ด้วยเหตุที่ภาครัฐจำเป็นต้องมีการประเมินราคาที่ดินเป็นแปลงๆ ก่อน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีที่ดินมากถึง 30-32 ล้านแปลง อย่างไรก็ดีมีการประเมินราคาที่ดินแล้วเพียง 7 ล้านแปลงเท่านั้น ไม่ถึง 1 ใน 4 ด้วยซ้ำ” นายสัมมา กล่าวทิ้งท้าย

SC ฟุ้งยอดเยี่ยมชมโครงการเติบโตมากกว่า 25% ขณะเดียวกันเดินหน้ารังสรรค์ออฟฟิศใหม่

scฟุ้ง

เอสซีฯ แจกแจง 9 เดือน มีรายได้รวม 8,221 ล้านบาท กำไรสุทธิ 941 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 20% ทั้งรายได้พร้อมทั้งกำไรสุทธิ มั่นใจรวมหมดทั้งปีรายได้ตามเป้า 12,000 ล้านบาท มีโครงการเหลือขายในพอร์ต 32 โครงการ มูลค่า 24,650 ล้านบาท พร้อมกันนี้เดินหน้าอาคารสำนักงานแห่งใหม่ เอสซี แอสเสท เผยดัชนีความไว้ใจผู้บริโภคตั้งต้นปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ตลอดโครงการทุกระดับราคาภายใต้แบรนด์เอสซีฯ ผู้เยี่ยมชมเฉลี่ยมากขึ้นกว่า 25% เป็นพิเศษในโครงการบ้านที่ระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านขึ้นไป

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดถึงความสำเร็จของผลประกอบการภายใต้นโยบายการเติบโตอย่างยั่งยืน สรุปผลประกอบการ 9 เดือน บริษัทฯ มีรายได้รวม 8,221 ล้านบาท เติบโต 21% เพราะว่าเป็นรายได้จากการดำเนินงาน 8,191 ล้านบาท กำไรสุทธิ 941 ล้านบาท พร้อมด้วยยอดขาย 6,095 ล้านบาท ดังนี้ ในปีนี้ เอสซี แอสเสท  มีรายได้จากการโอนคอนโดมิเนียม 6 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมพร้อมทั้งสัดส่วนสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ไตรมาส 3 ที่สร้างผ่านมานี้ มีการเปิดพรีเซลส์โครงการใหม่ระดับพรีเมียม 3 โครงการ คือ

1. โครงการบ้านเดี่ยว ไลฟ์ บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 28 ไร่ มูลค่าโครงการ 830 ล้านบาท ริเริ่ม 7-10 ล้านบาท

2. โครงการบ้านเดี่ยว ไลฟ์ บางกอก บูเลอวาร์ด วงแหวน-พระราม 9 ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 45 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท เริ่มต้น 5-8 ล้านบาท

3. โครงการเวิร์คเพลส ราชพฤกษ์-จรัญฯ โฮมออฟฟิศดีไซน์ใหม่ มูลค่าโครงการ 720 ล้านบาท ราคาเริ่มทำ 4.99-12 ล้านบาท สมัยปัจจุบันทั้ง 3 โครงการได้รับการขานรับที่น่าพอใจ สร้างยอดขายรวมกันประมาณ 400 ล้านบาท ทั้งนี้เพราะตั้งอยู่ในทำเลที่โดดเด่น สะดวกสบาย และมีการออกแบบที่รับสนองในเรื่องฟังก์ชันได้ครบถ้วน ตามหลักคิด 5 จุดขายหลักเพื่อเอสซีฯ

นายณัฐพงศ์ สรุปเพิ่มเติมถึงความรุดหน้าของอาคารสำนักงานแห่งใหม่ เอสซี แอสเสท กำลังพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานแห่งใหม่ บนถนนพหลโยธิน ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์ ปัจจุบันโครงการได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเป็นที่เรียบร้อย พร้อมทั้งได้เริ่มงานเสาเข็มเจาะแล้ว เก็งว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างประเมิน 2 ปี แล้วเสร็จต้นปี 2560 เป็นอาคารสูง 24 ชั้น พร้อมทั้งชั้นใต้ดิน 1 ชั้น รวมพื้นที่อาคารสำนักงานประมาณ 13,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนประมาณ 1,170 ล้านบาท ธุรกิจอาคารสำนักงานเพื่อเช่า ปัจจุบันอุปสงค์ เอสซี แอสเสท เติบโตเร็วกว่าอุปทานเห็นได้จาก occupancy rate พร้อมกับอัตราค่าเช่า มีการปรับตัวสูงขึ้นทุกๆ ปีต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งเมื่อพิจารณาควบคู่กับปัจจัยบวกจากการเปิด

กรมทางหลวงเสนอ 3 รูปแบบเร่งผุดมอเตอร์เวย์

กรมทางหลวงชง 3 รูปแบบเร่งผุดมอเตอร์เวย์

กรมทางหลวงเสนอคลัง 3 รูปแบบลงทุน 5 เส้นทางพิเศษ เลือกรูปแบบที่เหมาะสม พร้อมด้วย ทางด่วน 3 โครงการ ด้วยการทางพิเศษฯ หลังหารือปัญหาลงทุนไม่ซ้ำซ้อนแล้ว คมนาคมคาดหวังนำเสนอโครงการก่อนนำเข้าครม.อนุมัติดำเนินการต้นปี 58 alt ด้าน “ประจิน” จี้กทพ.เร่งหารือม.เกษตรฯเดินหน้าเส้นทาง N1 N2 N3 ตอกย้ำเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สนองนโยบายโลจิสติกส์ของรัฐบาล จับตาบีอีซีแอลกวาดเรียบ 3 ทางด่วน

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายในเดือนธันวาคมนี้พร้อมด้วยในช่วงต้นปี 2558 กรมทางหลวง (ทล.)พร้อมนำเสนอโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์) 3 เส้นทางให้กระทรวงคมนาคมนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติดำเนินการ ประกอบไปด้วย เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา, พัทยา-มาบตาพุด พร้อมด้วย บางใหญ่-กาญจนบุรี ส่วนอีก 2 เส้นทางพิเศษ คือ เส้นทางรังสิต-วงแหวนรอบนอกด้านตะวันออก(เส้นทางเดียวกับถนนรังสิต-นครนายก) กับเส้นทางรังสิต-บางปะอิน(ต่อเนื่องกับโทลล์เวย์) จะเป็นโครงการทางยกระดับแต่จัดเก็บค่าผ่านทางเช่นเดียวกับมอเตอร์เวย์

ขณะที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ทางด่วน 3 โครงการ เช่น โครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N1 N2 N3 โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร(กทม.)ด้านตะวันตก และ โครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

“นี่คือ 5 โครงการหลักที่จะเห็นชัดในปี 2558 เพราะว่า 2 โครงการที่ทล.พร้อมกันนำเสนอกระทรวงคมนาคมเพื่อที่จะนำเข้าครม.อนุมัติเปิดประมูลเป็นต้นว่า เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมากับบางใหญ่-กาญจนบุรี ภายในเดือนธันวาคมนี้หรืออย่างช้าต้นปีหน้า ส่วนของกทพ.จะเกิดขึ้นคือเส้นทาง N1 N2 N3 ทั้งนี้เพราะมีความจำเป็นพร้อมทั้งเชื่อมโยงกับเส้นทางบางใหญ่-บางปะอิน-นครราชสีมาพร้อมทั้งบางใหญ่-กาญจนบุรีเพื่อจะขนส่งสินค้าพร้อมกับผู้โดยสารป้อนสู่ท่าเรือแหลมฉบังตามยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล ซึ่งในเบื้องต้นจะเสนอช่วง N2 พร้อมกับ N3 ให้ดำเนินการไปก่อนเพราะว่าพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบหมายให้กทพ.ไปหารือกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เนื่องด้วยหาแนวทางให้สามารถพัฒนาโครงการซึ่งเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลต่อไป”

เพราะด้วยภารกิจที่อาจจะดูเหมือนว่ามีความซ้ำซ้อนกันในการดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์)ของทล.พร้อมกับทางด่วนเส้นทางต่างๆของกทพ.นั้น ในการประชุมร่วมระหว่างกรมทางหลวง(ทล.) กทพ. พร้อมกับสำนักงานนโยบายกับแผนการขนส่งพร้อมกับจราจร(สนข.) เพื่อจะวางโครงข่ายทางหลวง ทางหลวงพิเศษนั้นได้ข้อสรุปแล้วว่าไม่มีความซ้ำซ้อนในการดำเนินโครงการ โดยทล.มีระเบียบกฎหมายสามารถดำเนินโครงการต่างๆได้ทั่วประเทศ ส่วนอำนาจหน้าที่ของกทพ.ตามกฎหมายฉบับใหม่ปี 2550 ก็ระบุชัดเจนว่าสามารถดำเนินโครงการได้ทั่วประเทศด้วยเช่นกัน จากเดิมมติครม.ปี 2543 กำหนดว่ากทพ.มีขอบข่ายเฉพาะพื้นที่เขตวงแหวนรอบนอก กทม. หลังจากนั้นหากเชื่อมระหว่างเมืองเป็นส่วนที่ทล.ต้องรับผิดชอบ

ด้านนายชูศักดิ์ เกวี อธิบดี ทล. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นว่า กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจพร้อมกับสังคมแห่งชาติ(สศช.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ฯลฯ เพราะเสนอความเห็นชอบรูปแบบการลงทุนตามที่กรมทางหลวงนำเสนอใน ทางด่วน 3 โครงการ คือ

1.กระทรวงการคลังกู้เงินภายในประเทศ

2.เชิญชวนให้เอกชนร่วมลงทุนตามรูปแบบพีพีพี

3.ให้เอกชนสัมปทานระยะเวลา 30 ปี ก่อนที่จะสรุปเสนอกระทรวงคมนาคมให้ครม.อนุมัติดำเนินการในรูปแบบที่เหมาะสมโดยเร็วต่อไป

“โดย 2 เส้นทางมีความพร้อมดำเนินการแล้วคือ อ.บางใหญ่-กาญจนบุรีพร้อมกับบางปะอิน-นครราชสีมา ขอเพียงครม.อนุมัติเท่านั้น ขณะนี้ผ่านการออกแบบรายละเอียด ผ่านการรับรองผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) แล้ว ช่วงนี้อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการเวนคืนจากงบประมาณปี 2558 ในส่วนรูปแบบการลงทุนเส้นทางพัทยา-มาบตาพุดนั้นได้เสนอลงทุนจากการใช้งบของมอเตอร์เวย์สาย 7 และสาย 9 ที่มีอยู่ปัจจุบันทยอยการลงทุนสม่ำเสมอกันไป”

แหล่งข่าวระดับสูงจากกทพ.กล่าวว่า ทางด่วนทั้งหมดกทพ.ออกแบบแล้วเสร็จ มีเพียงเส้นทางอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต อย่างเดียวที่อยู่ระหว่างรอการรับรองผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) พร้อมทั้งดำเนินการตามพ.ร.ฎ.เวนคืนที่ดินในแนวเส้นทาง

“ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้นกทพ.แสดง 2 แนวทางหมายถึง พร้อมกู้เงินมาลงทุนเองทั้งหมด เพราะจะทยอยต่อเนื่องกันไประยะ 3 ปี พร้อมกับเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุนแบบพีพีพี ซึ่งกรณีนี้ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด(บีอีซีแอล) ได้ร่วมลงทุนซึ่งกำหนดเปิดให้บริการในปลายปี 2558 หรือไม่ก็ต้นปี 2559 นี้ เพราะเช่นนั้นคงต้องจับตาว่า ทางด่วน 3 โครงการ ที่กทพ.นำเสนอนั้น บีอีซีแอลจะชนะประมูลได้ทั้ง 3 โครงการเลยหรือไม่

พฤกษาฯ จ่อปี 58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ เดินเครื่อง รง.พรีคาสท์ 2 โรง รองรับเป้าโต 25%

พฤกษาฯ

พฤกษาฯ พร้อมภารกิจการสร้างอัตราเติบโตปีละ25% พฤกษาฯ เดินเครื่องผลิตโรงงานพรีคาสท์ 2 โรง บริเวณนวนคร งบลงทุน 2,300 ล้านบาท กับเมื่อรวม 5 โรงงานเดิม ส่งผลความสามารถผลิตบ้านได้สูงถึง 1,120 หลังต่อเดือน ระบุปี 58 ลงทุนผุด 80 โครงการ จ่อขึ้นราคาขายบ้าน 2-3% คอนโดฯ 5% รับต้นทุนก่อสร้างที่ปรับขึ้นกว่า 5% ด้านแสนสิริ เดินหน้าตรวจคุณภาพงานก่อสร้างคอนโดมิเนียม 5 โครงการรวด กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ฯ-ภูเก็ต เตรียมตัวนำไปให้ให้ลูกค้าในปีหน้า

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารพร้อมกับกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือไม่ PS กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ลงทุนสร้างโรงงานพรีคาสท์แห่งใหม่เพิ่มเป็น 2 โรงงาน บนพื้นที่ 130 ไร่ ใช้เงินลงทุนถึง 2,300 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันงานก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% ซึ่งทั้ง 2 โรงงานใหม่ มีกำลังการผลิตบ้านประมาณ 480 หลังต่อเดือน ปัจจุบันใช้กำลังผลิต 60% เพื่อกำลังการผลิตทั้งหมด พร้อมทั้งเมื่อรวมกับ 5 โรงงานเดิมที่ลำลูกกา ซึ่งมีกำลังการผลิต 640 หลังต่อเดือน ทำให้ความสามารถในการผลิตบ้านต่อเดือนสูงถึง 1,120 หลัง พร้อมทั้งสอดรับต่อแผนการเปิดโครงการใหม่ เช่นนี้ การใช้เทคโนโลยีพรีคาสท์ ทำให้การส่งมอบบ้านลดลงจากเดิมราว 100 วัน ลงมาอยู่เฉลี่ยที่ 90 วัน ช่วยให้โครงการของบริษัทมีการส่งมอบบ้านได้เร็วขึ้น

“หลักการที่ พฤกษาฯ ดำเนินการเป็นไปให้รับต่อนโยบายเป้าหมายการเติบโตปีละ 25% รวมถึงเชื่อว่าผลการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมด้วยการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นด้านคมนาคม ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

ในส่วนของทิศทางการลงทุนในปี 58 เป็นที่แน่ชัดจะมีการเปิดโครงการใหม่ประมาณ 80 โครงการ เพราะว่า 11 โครงการ ได้เลื่อนการเปิดจากปีนี้ไปเปิดต้นปี 58 ยิ่งไปกว่านี้ จะเปิดโครงการคอนโดมิเนียมติดกับเซ็นทรัลเวสเกต บางใหญ่ โดยใช้ชื่อแบรนด์ “พลัม” มูลค่ากว่า 4,000ล้านบาท เปิดในช่วงต้นปีหน้า เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 35 ชั้น จำนวน 5 ตึก มีจำนวนยูนิตราว 3,000 ยูนิต บนพื้นที่ 17 ไร่ ติดกับเซ็นทรัลเวสเกต บางใหญ่

นายทองมา กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้าง ต้นทุนการก่อสร้าง พร้อมด้วยราคาที่ดินได้ปรับตัวสม่ำเสมอ ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมามากกว่า 5% แล้ว ทำให้บริษัทต้องปรับราคาขายโครงการแนวราบเพิ่มขึ้นในปีหน้าอีก 2-3% และโครงการคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% จากปีนี้ โดยเฉพาะราคาที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม

ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารพร้อมกับกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท พฤกษาฯ กล่าวถึงยอดขายของบริษัท 11 เดือน ประมาณว่าเกิน 35,000 ล้านบาท หลังสิ้นเดือน ต.ค ที่ผ่านมา บริษัททำยอดขายได้ 35,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทประมาณว่ายอดขายทั้งปีจะใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 43,000 ล้านบาท

“ยอดขาย พฤกษาฯ ในปีนี้ได้รับผลกระทบการเมืองช่วงต้นปี พร้อมด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ดี อีกทั้งหนี้ครัวเรือนของคนในประเทศก็ยังอยู่ในระดับที่สูง ทำให้กำลังซื้อลดลง กับปีนี้ภาพรวมอสังหาฯ ก็ติดลบ ทำให้เราก็ได้รับผลกระทบไปด้วยส่วนหนึ่ง แต่ก็คาดการณ์ว่ายอดขายทั้งปีอาจจะใกล้เคียงเป้าที่ตั้งไว้ กับเราก็ยังมีโครงการที่จะเปิดในเดือนสุดท้ายของปีนี้อีก 6-7 โครงการ จากที่ไตรมาส 4 เปิดอีก 10 โครงการ มูลค่า 9,600 ล้านบาท” นายเลอศักดิ์ กล่าว

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจ พร้อมด้วยพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริ ได้ร่วมกับบริษัทรับเหมาพัฒนาโครงการ พร้อมกับที่ปรึกษาโครงการ ร่วมกันตรวจสอบความเรียบร้อยของการก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ ของแสนสิริ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมประมาณ 2,000 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 8,300 ล้านบาท เป็นต้นว่า “นายน์ บาย แสนสิริ” คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้รถไฟฟ้าสถานีวงเวียนใหญ่ “ดีคอนโด โคโค่”จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรงข้ามเซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี รวมไปถึงที่จังหวัดภูเก็ตอีก 3 โครงการ ยกตัวอย่างเช่น “เดอะ เบส ไฮท์-ภูเก็ต” ,“เดอะ เดค” พร้อมกับ “บ้านไม้ขาว” คอนโดฯ ติดชายหาดไม้ขาว เพราะโครงการทั้งหมดนี้เตรียมพร้อมส่งมอบห้องพักให้ลูกค้าเข้าอยู่อาศัยในปี58

“ สำหรับความคืบหน้า พฤกษาฯ การก่อสร้างคอนโดมิเนียม ทั้ง 5 โครงการ ใกล้จะเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย นายน์ บาย แสนสิริ ภาพรวมก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 75% พร้อมกับมียอดขายไปแล้ว 90% ดีคอนโด โคโค่ เสร็จไปแล้วกว่า 60% และมียอดขาย 60% เดอะ เบส ไฮท์-ภูเก็ต ก่อสร้างเสร็จแล้วกว่า 80% พร้อมกับมียอดขายไปแล้ว 60% เดอะ เดค ภาพรวมก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 60% พร้อมทั้งมียอดขายไปแล้ว 60% พร้อมทั้งบ้านไม้ขาว ก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 75% พร้อมด้วยมียอดขายไปแล้ว 55%”

 

เซนต์จอห์นก้าวหน้าลุยธุรกิจอสังหาฯ

saint_johns_universityนายชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด บอกกล่าวว่า เซนต์จอห์นลุยธุรกิจอสังหาฯ ได้ตัดสินใจนำที่ดินส่วนใดส่วนหนึ่งจำนวน 13 ไร่ จากทั้งหมด 20 กว่าไร่ มาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ สำหรับมองว่าสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยนั้นคับแคบไป ภายหลังที่เปิดการเรียนการสอนมาประมาณ 54 ปี จึงมีความคิดที่จะย้ายสถานศึกษาออกไปอยู่ในทำเลอื่นแทน แต่ขณะเดียวกันที่ดินดังกล่าวก็จะต้องนำไปสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลอยู่ 3 ปี จึงเป็นที่มาสำหรับการพัฒนาโครงการ “เดอะ เซนต์ เรสิเดนท์เซส”

เซนต์จอห์นลุยธุรกิจอสังหาฯ โครงการดังกล่าวกำหนดพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม บนพื้นที่ 7 ไร่ จำนวน 3 อาคาร สูง 41 ชั้น ขนาด 30-134 ตารางเมตร

ราคาเริ่มต้นที่ 3.5 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 1,537 หน่วย (ยูนิต) มูลค่าโครงการ 10,000 ล้านบาท ย้ำกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน จะเปิดขายอาคาร C ก่อนในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 อย่างเดียวขณะนี้มีผู้สนใจจองแล้วคิดเป็นมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท จะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ประมาณการว่าจะสามารถปิดการขายได้ภายใน 3 ปี ด้านการก่อสร้างจะเปิดฉากดำเนินการไม่เกินไตรมาส 1/2558 ส่วนที่ดินด้านหน้าพร้อมทั้งหลังโครงการอีกกว่า 5 ไร่ มีแผนจะพัฒนาเป็นศูนย์การค้าชุมชน (คอมมูนิตี้มอลล์)

“ทิศทางการจัดการนับจากนี้ เซนต์จอห์นลุยธุรกิจอสังหาฯ จะรุกการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างสืบเนื่อง ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ซาแลน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ส่วนด้านการศึกษา จะอยู่ภายใต้การจากงานต่อบริษัท สมัย ชินะผา จำกัด ซึ่งทั้ง 2 บริษัทจะอยู่ภายใต้บริษัท เซนต์จอห์น โฮลดิ้ง จำกัด”นายชัยณรงค์ กล่าว

แกรนด์โฮมมาร์ท เพิ่มรายได้ รองรับแผน 5 ปี ปรับโฉมโชว์รูมสู่คอมมูนิตีมอลล์

“แกรนด์โฮมมาร์ท” ปูทางเพิ่มรายได้ รองรับแผน 5 ปี

“แกรนด์โฮมมาร์ท” ปูทางเพิ่มรายได้ รองรับแผน 5 ปี

1 ใน 3 ผู้นำตลาดกระเบื้อง-สุขภัณฑ์ แกรนด์โฮมมาร์ท เดินหน้าปรับโฉมโชว์รูมไปสู่คอมมูนิตีมอลล์ บวกรายได้ธุรกิจเช่า รองรับแผน 5 ปี ผลักยอดขายแตะ 10,000 ล้านบาท พร้อมทั้งตั้งเป้ายอดขายปี 58 โตส่วนตลาด 10-15% มั่นใจปี 57 ยอดขายรวม 4,500 ล้านบาท หรือว่าโต 10% จากปีก่อน ครั้งล่าสุด ทุ่มพันล้านบาทก่อสร้างแกรนด์โฮมมาร์ทเมกะบางนา หมายปรับโฉมสาขารัตนาธิเบศร์ เป็นอาคารสูง 20 ชั้น รองรับโชว์รูม พลาซ่า ออฟฟิศเช่า พร้อมกับเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ หมายใช้งบ 1,000 ล้านบาท หลังลงทุนสร้างคลังสินค้าในสาขาบางบัวทองกว่า 500 ล้านบาท

นางประไพ ทยานุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์โฮมมาร์ท จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถปิดการขายรวมที่ 44,500 ล้านบาท หรือไม่มียอดขายเติบโตจากปีที่ผ่านมา 10% ส่วนในปี2558 บริษัทตั้งเป้าว่าจะมียอดขายรวมเติบโตจากปีนี้ 10-15% ซึ่งส่วนทางกับตลาดรวมกระเบื้องพร้อมด้วยสุขภัณฑ์ที่คาดเดาว่าในปีหน้าจะยังคงทรงตัวต่อเนื่องจากปีนี้ เพราะว่าปัจจุบันตลาดรวมกระเบื้องพร้อมกับสุขภัณฑ์มีมูลค่ารวมประมาณ 50,000 ล้านบาท เพราะว่าแกรนด์โฮมมาร์ท ถือเป็น 1 ใน 3 ของผู้นำตลาดดังกล่าว ถึงกระนั้นก็ตาม บริษัทวางเป้าว่า 5 ปีจากนี้ไปจะมีรายได้รวมอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะเกิดจากการปรับรูปแบบการให้บริการ พร้อมกับการเพิ่มรายได้จากธุรกิจให้เช่าพื้นที่ พร้อมทั้งธุรกิจอาหารซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมทีมงาน

“ตั้งแต่นี้ไปบริษัทจะมีการปรับโฉมสาขา แกรนด์โฮมมาร์ท ให้มีความหลากหลาย และรองรับต่อไลฟ์สไตล์ลูกค้าในอนาคต โดยจะปรับเพิ่มพื้นที่พลาซา ออฟฟิศเช่า ร้านค้า พร้อมกับเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เพื่อเปลี่ยนโชว์รูมขายสินค้าให้มีรูปแบบเป็นคอมมูนิตีมอลล์มากขึ้น ท้ายสุด บริษัทได้ปรับปรุงโชว์รูมแกรนด์โฮมมาร์ท โชว์รูมกระเบื้องพร้อมทั้งสุขภัณฑ์ สาขางามวงศ์วาน โดยใช้งบปรับปรุงกว่า 80 ล้านบาท เพื่อที่จะสาขาต้นแบบที่มีการจัดหมวดหมู่สินค้า ซึ่งไม่เน้นเรื่องแบรนด์สินค้า”

ทั้งนี้ การปรับรูปแบบการจัดวางสินค้า กับการขยายไลน์ไปสู่ธุรกิจให้เช่าพื้นที่จะทำให้ 5 ปีจากนี้ไปบริษัทจะมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ในสัดส่วน 20% ของรายได้รวม โดยหลังสุดบริษัทมีแผนจะปรับโชว์รูมสาขารัตนาธิเบศร์ ใช้งบลงทุน 1,000 ล้านบาทในการก่อสร้างอาคารสูงประมาณ 20 ชั้น บนพื้นที่โชว์รูมเดิมซึ่งมีเนื้อที่ 10 ไร่ ซึ่งในอาคารดังกล่าวในชั้นที่1-3 จะจัดเป็นโชว์รูมแกรนด์โฮมมาร์ท ชั้น 4-6 จะจัดเป็นโซนพลาซา ส่วนชั้น 7-14 จะจัดเป็นออฟฟิศเช่า พร้อมกับในชั้นที่ 15 ขึ้นไปจะเปิดเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ให้เช่า รองรับความต้องการในอนาคต คาดเดาว่าสาขารัตนาธิเบศร์จะเริ่มก่อสร้างในปี 60 พร้อมด้วยมีแผนจะปรับโชว์รูมในสาขาที่มีศักยภาพมากในรูปแบบเดียวกันเพิ่มเติมในอนาคต

ส่วนปี 58 ในช่วงกลางปีบริษัทจะเปิดให้บริการ แกรนด์โฮมมาร์ท เมกะบางนา บนพื้นที่ 25 ไร่ ซึ่งมีรูปแบบเป็นคอมมูนิตีมอลล์ เน้นเจาะลูกค้ารายย่อย มีพื้นที่บริการขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตร.ม. ใช้งบลงทุน 1,000 ล้านบาท ในการก่อสร้าง พร้อมทั้งซื้อที่ดิน

สำหรับโชว์รูมสาขาบางบัวทองนั้น บริษัทได้ใช้งบลงทุน 500 ล้านบาท ในการก่อสร้างกับคลังจัดเก็บสินค้า เนื่องด้วยใช้สต๊อกสินค้ากระเบื้อง กับสุขภัณฑ์ สำหรับลูกค้าโครงการที่มีการสั่งซื้อล่วงหน้า ช่วงปัจจุบัน มีการเซ็นสัญญาซื้อขายยาวไปถึงปี 59 ทำให้ แกรนด์โฮมมาร์ท มีสต๊อกยอดขายล่วงหน้าคิดเป็นสัดส่วน 20% ของรายได้รวมต่อปี เช่นนี้ ในปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการขายปลีกอยู่ 30% ส่วนที่เหลือ 70% มาจากการขายเข้าโครงการ

มั่นคงฯ เปิดแผนปี 58 เตรียมผุด 6 โครงการ 5,700 ล.

มั่นคงฯ เปิดแผนปี 58

มั่นคงฯ เปิดแผนปี 58 บุกไปทั้งแนวราบ-แนวสูง ผุด 6 โครงการ มูลค่า 5,700 ล้านบาท  วางเป้ารายได้ 3,000 ล้านบาท หรือเติบโต 25% แจงผลงาน 9 เดือนรับรู้รายได้ 1,604 ล้านบาท ยอดรอรับรู้รายได้อีก 573 ล้านบาท

น.ส.ชุติมา ตั้งมติธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายบัญชี-การเงิน บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปี 2558 ว่า บริษัทมีแผนในการลุยตลาดอสังหาริมทรัพย์เต็มพิกัดเหตุด้วยรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ เพราะว่าได้เตรียมโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพอีก 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,700 ล้านบาท เป็นต้นว่า

1.โครงการชวนชื่น เอกชัย-บางบอน 4 บ้านเดี่ยว จำนวน 91 ยูนิต บนเนื้อที่ 31 ไร่ มูลค่าโครงการ 710 ล้านบาท

2.โครงการชวนชื่น กรีนบาวด์ กรุงเทพฯ-ปทุมธานี บ้านเดี่ยวใกล้สนามกอล์ฟ จำนวน 189 ยูนิต เนื้อที่ 40 ไร่ มูลค่าโครงการ 712 ล้านบาท

3.โครงการชวนชื่นพระราม 5-นครอินทร์ บ้านเดี่ยว จำนวน 88 ยูนิต บนเนื้อที่ 21 ไร่ มูลค่าโครงการ 803 ล้านบาท

4.โครงการบ้านเดี่ยวย่านวัชรพล รามอินทรา จำนวน 160 ยูนิต บนเนื้อที่ 30 ไร่ มูลค่าโครงการ 750 ล้านบาท ส่วนอีก 2 โครงการ คือ คอนโดมิเนียมบนถนนอรุณอมรินทร์ จำนวน 308 ยูนิต มูลค่าโครงการ 730 ล้านบาท และบนถนนสุขสวัสดิ์ จำนวน 900 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เพราะในปี 2015 ได้ตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท เติบโต 25% เพราะว่ารายได้หลัก 80% ยังมาจากบ้านจัดสรรแนวราบ เสริมด้วยรายได้จากคอนโดมิเนียมอีก 20%

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า 9 เดือนแรกของปี 57 บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้จากการขาย และบริการแล้ว จำนวน 1,604.37 ล้านบาท พร้อมด้วยยังคงมียอดขายรอรับรู้รายได้ (backlog) อีก 573 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3/2557 แม้รายได้ในปีนี้จะลดลงจากปีที่ผ่านมาเหตุเพราะไม่มีการรับรู้รายได้จากคอนโดมิเนียม แต่คาดเดาว่ารายได้จากบ้านจัดสรรแนวราบจะเติบโตจากปีที่แล้วกว่า 25% เพราะว่าผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือน บริษัทฯ มีกำไรเบื้องต้น 643.36 ล้านบาท เพราะมีอัตราส่วนกำไรเบื้องต้น 40.10% สูงกว่าปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 34.18% ในขณะที่อัตราส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 17.01% เพิ่มขึ้นจากอัตรา 15.23% ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนของปีนี้จะมีรายได้ลดจากปีที่ผ่านมา มั่นคงฯ เปิดแผนปี 58 ด้วยเหตุ ที่ปีนี้ไม่มีรายได้จากคอนโดมิเนียมดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ความสามารถในการทำกำไรก็ยังอยู่ในระดับดีกว่าค่าเฉลี่ย พร้อมด้วย Median ของกลุ่มธุรกิจที่อยู่อาศัย 34 รายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วน Gross Profit Margin, Net Profit Margin, ROA เหตุด้วยความแข็งแกร่งทางการเงินซึ่งเป็นจุดเด่นของบริษัทฯ สะท้อนให้เห็นจาก D/E Ratio ซึ่งต่ำเพียง 0.34 เท่า พร้อมทั้ง Current Ratio ที่สูงถึง 7.19 เท่า ด้วยภาระหนี้ที่ต่ำ พร้อมด้วยสภาพคล่องทางการเงินที่มีอยู่สูง บริษัทฯ จึงพร้อมที่จะขยายตัวรองรับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค พร้อมด้วยเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว

ทั้งนี้ มั่นคงฯ เปิดแผนปี 58 ในไตรมาสที่ 4 บริษัทมีแผนในการเปิดโครงการชวนชื่นโมดัส วิภาวดี เฟส 2 บนเนื้อที่ 40 ไร่ ประกอบด้วย ทาวน์โฮม พร้อมกับบ้านเดี่ยว จำนวน 298 ยูนิต มูลค่าโครงการรวมกว่า 2,200 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ยังมีอีก 15 โครงการบนทำเลศักยภาพครอบคลุมทุกโซนในเขตกรุงเทพฯ พร้อมทั้งปริมณฑลที่อยู่ระหว่างการขาย จำนวนอีกกว่า 1,100 ยูนิต ที่อยู่ระหว่างการขายมูลค่ารวมอีกกว่า 3,800 ล้านบาท เพราะว่าส่วนหนึ่งจะสามารถขาย พร้อมด้วยรับรู้รายได้ทันทีในไตรมาส 4 นี้

เอ็น.ซี.ฯ ลุยตลาดโซนตะวันตก กทม.เริ่มสวยเดือนแรกขาย 100 ยูนิต

เอ็น.ซี.ฯ บุก

ที่ดินโซน กทม.ตะวันตกปรับตัวแรง เอ็น.ซี.ฯ ชี้ เพชรเกษม ราคาพุ่งหลายเท่าตัว หลังได้รับปัจจัยบวกจาการลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ศาลายา ราคากระโจนเท่าตัวหลังเซ็นทรั่ลเปิดให้บริการห้างสรรพสินค้า บ่งชี้ 2 ปี ที่ดินย่านศาลายาราคาปรับขึ้นจาก 4 ล้าน เป็น 8 ล้านบาทต่อไร่ “เอ็น.ซี.ฯ” ได้ช่องดึงที่ดินสะสมผุด “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” โครงการบ้านเดี่ยวผสมบ้านแฝด-ทาวน์เฮาส์ 466 ยูนิต มูลค่า 1,600 ล้านบาท กระจายเปิดตัวเดือนแรกยอดขายกระฉูดกว่า 100 ยูนิต ล่าสุด ยอดขาย 220 ยูนิต หรือกว่า 740 ล้านบาทแล้ว เปรยแผนปี 58 ผุดโครงการใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 โครงการ

นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ NCH กล่าวว่า การปรับตัวของราคาที่ดินโซนตะวันตกของ กทม.ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นอย่างเร็วภายหลังจากภาครัฐมีการเร่งการลงทุนขยายระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน พร้อมกับการตัดถนนในเส้นทางใหม่ ทำให้ราคาดินในย่านถนนเพชรเกษมปรับตัวอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ราคาที่ดินในย่านถนนพุทธมณฑล ก็มีการปรับตัวขึ้นอย่างไม่ขาดระยะ เป็นพิเศษทำเลย่านศาลายา ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดบริการด้วยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลศาลายา ซึ่งส่งผลให้ราคาในย่านศาลายาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นกว่า 1 เท่าตัว ทำให้ต้นทุนที่ดินของผู้ประกอบการปรับตัวเพิ่ม พร้อมด้วยส่งผลให้ราคาบ้าน พร้อมทั้งทาวน์โฮมในโซนปิ่นเกล้า กับราชพฤกษ์ รวมทั้งพุทธมณฑล ปรับราคาสูงตามไปด้วย

“กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อบ้านเดี่ยวระดับ 5 ล้านบาท พร้อมทั้งทาวน์โฮม 2 ล้านบาทต้นๆ ที่ต้องการบ้านเดี่ยวติดถนนบรมราชชนนีต้องขยับออกมาซื้อบ้านในพื้นไกลออกไป เนื่องจากราคาบ้านในพื้นที่เลียบถนนบรมราชชนนี มีระดับราคาสูงกว่างบที่ลูกค้ามี”

 

จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้บริษัทตัดสินใจลงทุนพัฒนาโครงการบ้านฟ้ากรีนเนอรี่ ปิ่นเกล้า-สาย 5 หลังจากที่บริษัทได้ซื้อที่ดิน จำนวน 65 ไร่ ติดถนนบรมชชนนี ใกล้กับถนนพุทธมณฑลสาย 5 เป็นแลนด์แบงก์สะสมที่ซื้อเข้ามาในช่วงปี 2555 ในราคา 4 ล้านบาทต่อไร่ แม้กระนั้นในปัจจุบันราคาที่ดินปรับตัวมาอยู่ที่ 8 ล้านบาทต่อไร่ ทั้งนี้ เช่นเดียวกันราคาที่ดินดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินใหม่ไม่สามารถพัฒนาบ้านเดี่ยวในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท พร้อมด้วยทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 2.5ล้านบาทได้ยาก แต่เนื่องจากบริษัทได้ซื้อที่ดินเข้ามาในช่วง 2 ปีที่แล้ว ทำให้มีต้นทุนที่ดินต่ำพร้อมด้วยสามารถพัฒนาบ้านเดี่ยวในราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท พร้อมกับทาวน์เฮาส์ราคา 2 ล้านบาทต้นๆ ได้

 

นายรังสรรค์ กล่าวว่า โครงการ “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” บริเวณพุทธมณฑลสาย 5 ถือเป็นการก้าวเข้ามาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของ เอ็น.ซี.ฯ ในโซนตะวันตกของ กทม. เป็นโครงการแรก ซึ่งภายหลังจากเปิดขายโครงการดังกล่าวปรากฏว่า ได้รับการตอบรับอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ “บ้านฟ้า” เป็นอย่างดี เพราะในเดือนแรกที่เปิดขายโครงการสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 100 ยูนิต ล่าสุด โครงการดังกล่าวมียอดขายแล้ว 220 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 760 ล้านบาท

 

สำหรับโครงการ “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” มีพื้นที่ 65 ไร่ มีจำนวน 466 ยูนิต แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 140 ยูนิต บ้านแฝด 118 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 3.9-5.1 ล้านบาท ทาวน์เฮาส์ 208 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท มูลค่ารวมโครงการกว่า 1,600 ล้านบาท

 

“โครงการ “บ้านฟ้า กรีนเนอร์รี่ ปิ่นเกล้า สาย 5” ถือว่าเป็นโครงการสุดท้ายที่ เอ็น.ซี.ฯ เปิดขายในปีนี้ ทำให้ ณ ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการที่อยู่ระห่างการขายรวม 12 โครงการ พร้อมด้วยประมาณการว่าในปี 2558 จะเปิดการขายได้ 3 โครงการ ขระเดียวกัน ในปีหน้าบริษัทก็มีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 โครงการ ด้วยว่าชดเชยโครงการที่จะปิดการขายในปีหน้าด้วย สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายแล้วกกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 2,800 ล้านบาท”

 

“ในปี 2558 บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มอย่างน้อย 3 โครงการ ในบริเวณ กทม.-ปริมณฑล ระดับราคาประมาณ 4-5 ล้านบาทขึ้นไป นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาในต่างต่างจังหวัด ซึ่งคาดหวังในต้นปีหน้าจะเปิดโครงการคอนโดมิเนียม “ดิอามอง” เชียงใหม่ ในเฟสต่อเนื่องเพิ่ม”

 

นายรังสรรค์ กล่าวถึงแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ในปี 2558 ว่า จะมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีกว่าปี 2557 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ ประกอบกับการเร่งอนุมัติโครงการสาธารณูปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ เช่นนี้ มั่นใจว่าจะในปีหน้าผู้ประกอบการจะพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น ภายหลังจากที่ชะลอการพัฒนาในช่วงปีที่ผ่านมา

 

เช่นนี้ จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ พร้อมกับขยายระบบขนส่งโดยเฉพาะรถไฟฟ้า “เอ็น.ซี.ฯ” คาดหมายว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ในส่วนกำลังซื้อเชื่อว่าจะกลับมาฟื้นตัวด้วยเช่นกัน สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ในข่วงเวลาที่เหลือของปีนี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว พร้อมทั้งเก็งว่าในปี 2558 ตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้งอย่างแน่นอน สำหรับแนวโน้มราคาบ้านในปีหน้าคาดคะเนว่าจะมีการปรับตัวขึ้น 10% จากราคาต้นทุนที่จะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

« Older Entries